Deprecated: Function eregi_replace() is deprecated in /home/hilltribet/domains/hilltribetour.com/public_html/autopage/admin/module.php on line 65

Deprecated: Function eregi_replace() is deprecated in /home/hilltribet/domains/hilltribetour.com/public_html/autopage/admin/module.php on line 66

Deprecated: Function eregi_replace() is deprecated in /home/hilltribet/domains/hilltribetour.com/public_html/autopage/admin/module.php on line 67

Deprecated: Function eregi_replace() is deprecated in /home/hilltribet/domains/hilltribetour.com/public_html/autopage/admin/module.php on line 70
นิทานพื้นบ้าน ชาวอาข่า (อีก้อ)


ม้อหื่อม้อนยี้
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีสองหนุ่มพี่น้อง ผู้พี่ชื่อหม้อหื่อ ผู้น้องชื่อ ม้อนยี้ ได้อาศัยกระท่อมหลังเก่าๆ หนังหนึ่ง โดยอยู่กับพ่อ ที่แก่ชรามากแล้ว และไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ต้องมีคนคอยป้อนข้าวป้อนน้ำหรือแม้แต่การอุจจาระปัสสาวะต้องมีคนคอยทิ้งเป็นประจำ
สองพาน้อง ม้อหื่อ ม้อนยี้ ได้ทีการพูดคุยและตกลงกันว่าบิดาผู้ให้กำเนิดเราทั้งสอง ไม่ควรฆ่าพ่อตนเอง
แม้นรู้สึกว่าคอยดูแลพ่อตนเองไม่ไหวแล้วจริงๆ ก็ตามหามพ่อไปขายดีกว่าเพื่อจะได้เงินมาจุนเจือครอบครัวบ้างทั้งสองพี่น้องจึงได้สร้างเปลเมื่อสร้างเสร็จแล้ว จึงได้นำพ่อใส่เปลและหามไปตามทางได้ระยะหนึ่งทั้งสองรู้สึกเหนื่อยและหิวน้ำมากจึงได้วางพ่อลงที่โคนต้นไทรนั้นได้แลเห็น นกแซว หางยาวตัวหนึ่งกำลงป้อนอาหารให้ลุกๆ ในรังของมันบนต้นไม้
และพ่อได้ชี้ไปที่นกกำลังป้อนอาหารให้ลูกๆ ในรังของมันและกล่าวว่า
“ลูกม้อหื่อ ม้อนยี้ เอ๋ย วันนี้พ่อแก่ชรา ดูแลตัวเองไม่ไหวและลูกก็ดูแลพ่อไม่ไหวแล้ว และกำลังจะหามพ่อไปขายให้ดูแม่นกที่กำลังป้อนอาหารให้ลูกมันเถิดมันต้องดูแลลูกของมันเพียงไรกว่ามันจะโต”

หลังจากที่ได้ฟังพ่อพูดเช่นนั้น ทั้งสองจึงคิดได้ว่าเมื่อเรายังเป็นเด็กเล็กพ่อคงประคบประหงมดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำให้เราเช่นนี้แน่ๆ
จึงเกิดความสงสารพ่อขึ้นมาอย่างจับใจ และทั้งสองจึงตัดสินใจหามพ่อกลับบ้าน
หลังจากนั้น ทั้งสองก็ได้ดูแลพ่ออย่างดีโดยจัดหาข้าวปลาอาหาร และต้มน้ำอุ่นให้อาบ เช็ดถูตามตัว และให้อยู่กับที่ภายในบ้านโดยไม่ให้ออกบ้านไปไหน
อีกหลายปีต่อมา คุณพ่อได้พูดกับลูกทั้งสองว่า “ม้อหื่อ ม้อนยี้ พ่ออยากอาบน้ำที่แม่น้ำ เพราะรู้สึกว่าเล็บมันยาวอยากจะขัดเล็บด้วย”
สองพี่น้องได้หามคุณพ่อไปท่าน้ำตามคำขอ ปล่อยคุณพ่อไว้ตามลำพังแล้วกลับมาบ้านเพื่อทำธุระอื่นๆ ทั้งสองคาดว่า พ่อคงอาบน้ำเสร็จแล้ว ได้เดินทางไปที่ท่าน้ำอีกครั้งเพื่อหามพ่อกลับบ้าน
แต่ทั้งสองตกใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อคุณพ่อได้อันตรธานหายไปจากท่าน้ำแห่งนั้น หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ ยังเศร้าโศกเสียใจแก่ทั้งสองเป็นอย่างมาก
ตีเหล็ก
สองพี่น้อง ม้อหื่อ ม้อนยี้ ได้ปรึกษาและลงความเห็นว่า
“พ่อของเราต้องโดนพญานาคที่อยู่ตามใต้ท้องแม่น้ำแห่งนี้จับตัวไปแน่ๆ”
“เราจะต้องตีดาบเพื่อสร้างเรือใช้ตามหาพ่อทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ”
จึงเริ่มลงมือตีดาบที่ต้นน้ำของแม่น้ำแห่งนั้น และเมื่อทั้งสองได้ตีดาบล่วงมาหลายวัน เสียงตีดาบได้ยินถึงหูของราชาพญานาค ราชาพญานาคได้ส่งปูตัวหนึ่งมาส่งข่าวให้สองพี่น้องว่า ราชาพญานาคหนวกหูให้หยุดตีเหล็กเสีย
แต่ทั้งสองได้บอกแก่ปูว่าเราหลีกเลี่ยงไม่ได้เราต้องตีดาบยังไงเสียเราก็หยุดไม่ได้หรอก เพราะเรามีเรื่องสำคัญต้องใช้ดาบ
ส่วนปูก็ทู่ซี้ขอร้องให้หยุด ทำให้ทั้งสองพี่น้องโมโหมากจึงใช้คีมคีบเหล็กหนีบที่คอปู ทำให้หัวปูขาด แล้วปล่อยให้ปูกลับลงใต้บาดาลอย่างทรมาน เพื่อรายงานให้ราชาพญานาคว่าการขอร้องไม่ได้ผล
หนที่สอง ราชาพญานาคใช้ปลาหมอหัวแดงว่า ให้ผู้ที่ตีเหล็กหยุดการตีเหล็กเสีย เพราะราชาพญานาคหนวกหูมาก
เมื่อปลาหมอหัวแดงบอกว่า “ให้ยุติการตีเหล็กเสีย เพราะราชาพญานาคหนวกหู ทนไม่ไหวแล้ว”
ส่วนสองพี่น้องไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง ใช้คีมร้อนๆ หนีบที่หัวปลาหมอ ทำให้ปลาหมอเปลี่ยนสีหัวสีแดงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมื่อปล่อยปลาหมอจากคีมคีบเหล็ก ได้สั่งให้ปลาหมอไปแจ้งข่าวแก่ราชาพญานาคว่า ให้มาพบม้อหื่อ ม้อนยี้ด้วยตนเอง มิฉะนั้นจะได้เห็นดีกัน
ฝ่ายราชาพญานาคเมื่อได้ทราบข่าวจากปลาหมอหัวแดงว่าว่าหม้อหื่อ ม้อนยี้ จะไม่หยุดการตีดาบและยังเรียกตนขึ้นไปพบบนบกทำให้ราชาพญานาคโมโหมาก จึงโผล่ขึ้นมาบนบก ณ จุดที่ทั้งสองพี่น้องกำลังตีดาบอยู่ และตะโกนไล่ด้วยเสียงดัง
“รีบไปให้ไกลๆ หนวกหูรำคาญมาก พูดดีๆ ไม่ฟังจะให้ใช้ไม้แข้งหรือว่าไง”
ส่วนสองพี่น้องไม่สะทกสะท้านต่อการขับไล่ของราชาพญานาคแต่อย่างใด ทั้งยังใช้คีมคีบเหล็กหนีบไว้ที่หงอนราชาพญานาคไว้อย่างแรงและพูดว่า
“นี่แนะ!! ไปไกลๆ พ่อของข้า เจ้าก็ลักพาตัวไปบอกมานะเจ้าเอาพ่อของข้าไปซ่อนไว้ที่ไหน”
ฝ่ายพญานาคดิ้นสุดฤทธิ์เพื่อให้หลุดพ้นจากคีบเหล็กที่ร้อน ทั้งแสบเจ็บปวดยิ่งนัก แต่ในที่สุดก็อ่อนแรงและขอร้องกับทั้งสองว่า

“ปล่อยข้าเถิด ข้าไม่เห็นพ่อของเจ้าทั้งสอง ข้าไม่เห็นจริงๆหากเจ้าต้องการสิ่งของหรือเงินทองใดๆ ข้าจะให้เจ้าทั้งสองดังใจ”สองพี่น้องม้อหื่อ ม้อนยี้ ได้กับราชาพญานาคว่า
“ยังไงเราทั้งสองก็ต้องตีดาบเพื่อสร้างเรือไปตามหาพ่อของเรา”
ฝ่ายราชาพญานาคได้ขอร้องอีกครั้งว่า หากปล่อยเราเราจะให้เรือเงิน เรือทอง และดาบวิเศษ 1 เล่ม ทั้งสองจึงบอกให้ราชาพญานาคว่า
“จงรีบไปจัดการเอามาให้โดยเร็วมิฉะนั้นไม่มีทางหลีกเลี่ยงต้องตีดาบต่อไป”
ฝ่ายราชาพญานาคจึงใช้ทหารประจำตัวไปเอาเรือเงิน เรือทองและดาบวิเศษมาให้ทั้งสองพี่น้อง ทั้งสองจึงปล่อยราชาพญานาคจากคีมคีบเหล็กให้เป็นอิสระและกลับลงใต้พิภพ
ตอน ตามหาพ่อ
ม้อหื่อ ผู้พี่พายเรือทองตามหาพ่อทวนกระแสน้ำขึ้นไปทางหัวน้ำขึ้นไปทางหัวน้ำ ส่วนม้อนยี้ผู้น้องภายเรือเงินล่องลอนไปตามหาพ่อ 3 วัน 3 คืน หลังจากม้อนยี้ ล่องเรือมาไกลมากแล้วได้แลเห็นหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จึงได้ผูกเรือไว้ที่ฝั่งแล้วขึ้นหมู่บ้านแต่หมู่บ้านนี้ไม่มีผู้คนเลยสักคน ทุกอย่างดูเงียบเชียบ และเป็นที่ผิดสังเกตเป็นอย่างมาก ม้อนยี้ ได้เดินสำรวจดูบริเวณหมู่บ้านพลันคิดในใจว่ามันเกิออะไรขึ้นกับหมู่บ้านนี้ มันไม่ต้องมีอะไรสักอย่างแน่ๆ เมื่อสำรวจอย่างละเอียด สายตาม้อนยี้และสะดุดกับรางอาหารหมูที่คว้ำไว้ข้างบ้านหลังหนึ่งที่มีบางสิ่งโผล่ออกมาตรงรอยแตกของขอบรางอาหารหมู และรำพึงรำพันออกมาว่า
“ดูผิวเผินคล้ายๆเห็ดหูหนู ดูไปดูมาคล้ายๆหุคน” จึงเข้าไปใกล้และใช้มือหยิกดู ที่เลือดไหลออกมาซิบๆ ม้อนยี้ จึงพลิกรางของหมูนั้น โอ้ ภายในนั้นมีสาว 2 คน ได้ซ่อนตัวไว้นั่นเอง หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายหานจากการตกใจแล้ว ม้อนยี้ จึงเอ่ยถามขึ้นว่า
“คนในหมู่บ้านนี้หายไปไหนกันหมดหรือ”
“ โอ้ ในหมู่บ้านนี้ไม่มีผู้คนเหลืออยู่แล้ว โดนนางยักษ์จับกินหมดแล้ว ฉันทั้งสองจึงต้องหลบซ่อนตัวไว้ ไม่กล้าออกมากลัวนางยักษ์มาจับกินอีก”
“ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้อง ไม่ต้องกลัวนะ ไหนช่วยบอกข้าทีซิว่านางยักษ์มันออกมาเวลาไหน”
“ถ้าตากข้าวที่ลานบ้าน นกยักษ์จะมา ถ้าตำข้าว 3 ที ยามตะวันโพล้เพล้นางยักษ์จะออกมา”



ปราบนางยักษ์
เมื่อรู้ความจริงจากนางทั้งสอง ม้อนยี้ได้เตรียมธนูคันหนึ่งและตากข้าวที่ลานบ้าน เพื่อล่อให้นกยักษ์ออกมา และนกยักษ์ตัวนั้นออกมาจริงๆ
ฆ้อนยี้ยิงนกยักษ์ ลูกศรทะลวงอก และนกยักษ์ตายกลางอากาศตกลงมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
อีก 1 วันต่อมา ช่วงตะวันกำลังลับขอบฟ้า ม้อนยี้เตรียมดาบวิเศษเหน็บไว้ในเอวแล้วหญิงทั้งสองไปตำข้าว 3 ทีเพื่อล่อนางยักษ์ให้ออกมา และนางยักษ์ตนนั้นก็ออกมาตามหาเสียงตำข้ามจริงๆ ทันใดนั้นนางยักษ์ได้เห็นร่างได้เห็นร่าง มอนยี้ ยืนอยู่จึงปรี่เข้ามา จะคว้าตัวให้ได้ พอยื่นมือเข้ามา ม้อนยี้ใช้ดาบวิเศษฟันฉับลงไปในวงแขนขวา เลือดพุ่งกระฉูด และแขนขวาขาดกระเด็นตกไปที่พื้น แต่นางยักษ์ ไม่ได้แสดงความเจ็บปวดแต่อย่างใด อีกทั้งยังเก็บแขนกลับคืนสู่เดิมก็จับร่าง ม้อนยี้อีก แต่ร่างม้อนยี้เล็กว่าว่องไวกว่า จึงหลบได้ดี และตอนนี้ ม้อนยี้ ใช้ดาบวิเศษฟันฉับที่ร่างของนางยักษ์ ร่างของนางยักษ์ขาดกระเด็นเป็น 2 ท่อนแต่มันก็ต่อร่างตนเองได้สำเร็จอีกครั้ง และนางยักษ์ตนนั้นก็ล่าถอยกลับภ้ำ เพราะคิดว่าคงทำอะไรม้อนยี้ตอนนี้ไม่ได้
ขณะเดียวกัน ม้อนยี้ แอบสะกดรอยตามนางยักษ์ไป และเมื่อถึงถ้ำอันเป็นที่อยู่อาศัยของมัน ม้อนยี้ แอบอยู่ที่ปากถ้ำ และได้ยินลูกๆนางเยักษ์ 2 ตนที่เฝ้ารออาหารคือเนื้อมนุษย์จากแม่พูดขึ้นว่า
“แม่จ๋ากลับมาแล้ว ดีใจจังเลย ได้เนื้อมนุษย์มาจากไหน”ลูกทั้งสองแย่งกันพูด
“โอย อย่าถามเนื้อมนุษย์เลยลูก แม่เอาตัวรอดกลับมาก็ได้บุญแล้ว มียอดมนุษย์มาจากไหนก็ไม่รู้ เก่งกาจมากมันฟันร้างแม่ขากกระเด็นไป 2-3 รอบแน่ะ เกือบตายแล้วจริงๆถ้าพ่อหนุ่มคนนั้นรู้จักเอาขี้หมู ขี้หมา ทาดาบก่อนจะฟันแม่ แม่ก็คงต่อร่างกายกลับไม่ได้แน่ๆ เลย เดี๋ยวแม่จะไปอีก จะจับกินให้ได้ ถ้าแม่ตายขึ้นมาอีกจริงๆ ละก็ ให้ลูกนำไม้เท้าชี้เป็นชี้ตาย ส่วนด้นปลายมนคือชี้เป็น จำไว้ให้ดีนะลูก”
เมื่อม้อนยี้ได้เย็นหมดแล้ว ม้อนยี้ก็รีบกลับมาที่หมู่บ้านและเอาขี้หมู ขี้หมามาทาที่ดาบแล้วตำข้า 3 ที นางยักษ์ก็ปรากฎร่างอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ม้อนยี้ฆ่านางยักษ์ได้สำเร็จ เพราะทาขี้หมูขี้หมาที่ดาบ ทำให้นางยักษ์ไม่สามารถต่อคืนร่างได้อีก ม้อนยี้จึงไปที่ถ้ำอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเอาไม้เท้าชี้เป็นชี้ตาย พอไปถึงถ้ำ ม้อนยี้จัดการฆ่าลูกยักษ์ทั้งสองตน แล้วเอาไม้ชี้เป็นชี้ตายกลับมา
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านได้รวบรวมและค้นหากระดูกของชาวบ้าน ที่นางยักษ์ได้ฆ่าไปทั้งหมดและใช้ไม้เท้าวิเศษคืนชีพแล้วคนทั้งหมู่บ้าน
หลังจากให้คนตายทั้งหมดฟื้นคืนชีพแล้ว ม้อนยี้ได้ร่วมกันซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารบ้านเรือน และพัฒนาหมู่บ้านหลายอย่าง แล้วเดินทางตามหาพ่อต่อไปในแดนอื่น
เมื่อออกเดินทางได้ 5 วัน ใกล้กับอีกหมู่บ้านหนึ่งเห็นผู้หญิงจำนวนมากเข้าแถวรอตักน้ำที่ลำห้วย ม้อนยี้ แปลกใจจึงได้เอ่ยถามหญิงเหล่านั้นว่า
“ทำไมต้องตักน้ำมามากมายขนาดนี้จะมีงานเลี้ยงใหญ่อะไรหรือ”
“พวกเรามาตักน้าที่นี้เพื่อจะนำน้ำเหล่านี้ไปใช้ในงานศพลูกสาวพระราชา”
“อ๋อ ลูกสาวพระราชาเสียชีวิตนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้น ข้ามีไม้เท้าวิเศษที่ชี้เป็นชี้ตายได้ พวกเจ้าช่วยไปบอกพระราชาเถอะว่า
ข้าจะทำให้ลูกสาวพระราชาฟื้น” หญิงเหล่านี้รีบไปทูลกับพระราชาว่า
“วันนี้มีชายคนหนึ่งผ่านมาที่ที่เราตักน้ำและบอกว่าจะทำให้ลุกสาวฟื้นได้”
พระราชามีความตื่นเต้น และดีใจเป้นอย่างมากพร้อมกับสั่งว่า
“ให้ทหารรีบไปเชิญท่านผู้นั้นมาโดยเร็วข้าจะได้เห็น ลูกสาวฟื้น”
ทหารได้รีบเดินทางไปหา ม้อนยี้ ตามคำสั่งและกล่าวเชิญ แต่ ม้อนยี้ ได้บอกกับทหารว่า
“จะให้เข้าไปทำให้ลูกสาวของพระราชาฟื้นอย่างง่ายดายดูจะไม่ค่อนสมเกียรตินัก อย่างน้อยข้าก็ควรต้องได้รับเชิญอย่างเป็นทางการ ข้าจึงจะยอมไปตามคำเชิญได้”
“ท่านจงกลับไปทารายงานให้พระราชาทราบเถิดว่า ให้สร้างรั้วจากเสาต้นกล้วย ให้ปูผ้าขาวตามทาง
ที่ข้าจะเดินจากนี่ถึงวังของพระราชาเถิด แล้วข้าจะไปตามคำเชิญ”
หลังจากนั้นทหารผู้นั้นได้กลับไปรายงานตามที่ ม้อนยี้บอกพระราชาก็ตกลง เพราะไม่เหลือบ่ากว่าแรง และอยากให้ลูกสาวฟื้นโดยเร็วที่สุด
พระราชาจึงได้เกณฑ์ชาวบ้านช่วยกันสร้างรั้วจากเสากล้วยและทอผ้าขาวแล้วปูถึงที่อยู่ของ ม้อนยี้ ม้อนยี้ จึงได้มาตามคำเชิญ
เมื่อ ม้อนยี้ มาถึง ศพของลูกสาวได้บรรจุอยู่ใน โลงและวางไว้ข้างประตูใหญ่เรียวร้อยแล้ว พระราชาได้เอ่ยถาม ม้อนยี่ว่า
“เจ้าสามารถทำให้ลูกสาวข้าฟื้นขึ้นมาได้จริงหรือ”
ม้อนยี้ ไม่ได้ตอบ “ให้ทุกคนออกไปภายนอกก่อน” หลังจากนั้น ม้อนยี้ ใช้ไม้เท่าวิเศษด้านมน ชี้ไปที่ร่างนั้นและออกคำสั่งว่า “เจ้าจงฟื้นเถิด” ลูกสาวของพระราชาก็ได้ฟื้นคืนชีพด้วยตนเอง
เมื่อทุกคนเข้ามาภายใน และได้เห็นลูกสาวพระราชาฟื้นคืนชีพ ต่างแสดงความดีอกดีใจเป้นอย่างมาก ส่วนพระราชาทรงปิติตื้นตันใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นลูกสาวตนตนฟื้น จึงวิ่งเข้าสวมกอดลูกสาว และรำพันออกมาว่า
“ฟื้นแล้วจริงๆ ลูกรักของพ่อ”
เมื่อพระราชาผละจากนาง หันมาทาง ม้อนยี้ และกล่าวว่า
“ขอบใจมาก เจ้าต้องการเงินทอง เพชรนิลจินดาเท่าใดจงบอกข้ามาเถิด ข้ายินดีให้เจ้าทั้งหมด”

“การรับของตอบแทนจากการใช้ไม้เท้าวิเศษชุบชีวิตคนนั้น ข้าพเจ้าต้องถามเทพเจ้าประจำกายข้าก่อน จะเอาของอบแทนตามอำเภอใจมิได้”
ม้อนยี้ ขอตัวออกไปภายนอก เพื่อถามเทพเจ้าตามลำพัง สักครู่กลับเข้ามาและบอกับทุกคนว่า “เทพเจ้าของข้าพเจ้าอนุญาตให้เข้ารับข้าตอบแทน คือ ไก่ตัวผู้ 1 ตัว ขิง 1 แง่งเท่านั้นส่วนเงินทอง เพชรนิลจิลดาข้าพเจ้ารับไม่ได้”
พระราชาจึงได้ให้ไก่ 1 ตัว และขิง 1 แง่ง ม้อนยี้อุ้มไก่ และบอกกับทุกคนว่า
“ถ้าไก่ตัวนี้ขันที่ไหนเทพเจ้าของข้าให้ข้าลงหลักปลักฐานที่นั่น”และอำลาทุกคนแล้วเดินทางต่อไป


แสวงหาดินแดนแห่งใหม่
เมื่อ ม้อนยี้ มาถึงดินแดนแห่งหนึ่ง ที่มีลักษณะภูมิทัศน์ที่สวยงามมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ็ อีกทั้งมีผลหมากรากไม้ สัตว์ป่าส่งเสียงร้องระงม มั่งชั่งเพรียมพร้อมจริงๆ ม้อนยี้ อยากจะลงหลักปลักฐานสร้างบ้านเรือนที่นี่เสียจริง จึงได้นำไก่ออกมาและให้เกาะที่กิ่งไม้ เพื่อให้ลองขันดู จนแล้วจนรอดไก่เจ้ากรรมก็ไม่ขันสักที ม้อนยี้ นึกอยู่ในใจว่า ดินแดนนี้เทพเจ้าของเราไม่อนุญาตให้เราสร้างบ้านเรือนที่นี่ เขาจึงออกเดินทางต่อไป เมื่อม้อนยี้ เดินทางมาได้ 7 วัน 7 คืน รู้สึกเมื่อยล้าเป็นอย่างมาก จึงได้ลงนั่งพัก ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วย หินลูกรังภูผาหินงอก หินย้อย เขาสูงชัน ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกแต่อย่างไรแต่อย่างไร แต่ไก่ตัวนี้ก็ขัน ฯ ดินแดนแห่งนี้ “เอ๊ก อี้ เอ้ก น้ำไม่ตักจะมีน้ำหวานดื่ม ข่าวไม่ปลูกจะมีข้าวเม็ดยาวกิน เอ๊ก อี้ เอ้ก ขันอีก 3 ทีไก่ร้องว่า” “ภูผาสูงชันจงกลายเป็นพื้นราบ ทุกสิ่งทุกอย่างจงเป็นดั่งม้อนยี้คิดหวังเถิด”เมื่อสิ้นเสียงไก่ขัน ทันใดนั้น ภูผาอันสูงชันก็กลายเป็นพื้นดินราม้อนยี้ก็ได้เสก ข้าวของ เงินทองเพชรนิลจินดาทั้งหมดตามต้องการอย่างพร้อมสรรพ

ม้อนยี้ ตามหาม้อหื่อ
เมื่อมีทุกอย่างพร้อมแล้ว ม้อนยี้ เริ่มคิดถึง ม้อหื่อ ผู่ท่ว่าป่านนี้พี่ชายของเราไปตกระกำลำบากอยู่หนใดหนอ เมื่อคิดเช่นนั้น ม้อนยี้ จึงได้เดินทางกลับไป ณ จุดที่ทั้งสองที่น้องแยกกันตามหาพ่อ และ และทวนกระแสน้ำขึ้นไปตามทางที่คิดว่า ม้อหื่อ อาจจะไปพร้อมทั้งตะโกนเรียกว่า “พี่ม้อหื่อ เอ่ย พี่ม้อหื่อ เอ้ย อยู่ไหนครับ ได้ยินน้องเรียกไหม” แต่ก็ไม่ได้รับเสียงตอบรับจากพี่ชาย เมื่อ ม้อนยี้มาถึงลำห้วยสายหนึ่ง ได้เห็นแม่ลิงตัวหนึ่งกำลังซักผ้าอยู่ ที่นี้ม้อนยี้ได้แลเห็นผ้าเชดหน้าผืนหนึ่งคล้ายของม้อหื่อ ม้อนยี้ จึงถามแม่ลิงว่า “นั่นดูเหมือน ผ้าเช็ดหน้าของพี่ชายนะ” “เจี้ยก เจี้ยก เจี้ยก”
ถามยังไงก็ไม่ได้รับคำตอบจากลิง ม้อนยี้โมโหเอามากๆจึงฆ่าแม่ลิงตัวนี้ และใช้หน้าฆ้องแกงกินที่ลานหินข้างห้วย จากนั้น ม้อนยี้ ก็ร้องตะโกนเรียก พี่ม้อหื่อๆ ขึ้นไปทางหัวลำห้วย ทีนี้ได้ยินเสียงตอบรับ “ใครมาร้องเรียกข้า มีธุระอะไรหรือ” พอม้อนยี้เดินเข้าไปใกล้เสียงก็ได้เห้นพี่ม้อหื่อกำลังตอกอยู่บนต้นไม้เห็นต้นหนึ่ง โดยไม่มีลูกลึงสามตัวห้อยโหนตามเถาวัลย์อย่างสนุกตามประสาวัยซุกซน “พี่ม้อหื่อ ให้ลงมาเถิด กลับไปอยู่กับน้องด้วยกัน ตอนนี้น้องอยู่ในเมืองและมีทุกอย่างเพียบพร้อม” “ตอนนี้ฉันมีลูก มีครอบครัวแล้ว ไม่คิดจะย้ายไปที่ไหนอีกแล้ว ม้อนยี้กลับไปเถอะ” “แล้วพี่สะใภ้ไปไหนกันละ” “ก็ไปซักผ้า ที่ลำห้วยตามทางที่น้องมาไง ไม่เห็นหรือ” “ไม่เห็นใครเลย เห็นแต่แม่ลิงตัวหนึ่งที่กำลังซักผ้าอยู่ พอถามว่าผ้าเช็ดหน้าคล้ายของพี่ม้อหื่อก็ไม่ตอบอะไร เอาแต่ร้องเจี้ยก เจี้ยก โมโหเลยเลยฆ่าและต้มกินในฆ้องเรียบร้อยแล้ว” ม้อหื่อร้องเสียงหลงว่า “โอ้! ไม่น่าเลยน้องพี่ นั่นแหละพี่สะใภ้เจ้า ถ้าเป็นเช่นนั้นพี่ก็กลับมาแล้วหล่ะ”“กลับไปด้วยกันเถอะไม่ต้องทนลำบากอยู่ที่นี่อีกต่อไปข้าได้จัดหาหญิงสาวให้เจ้าแล้วด้วยโยนลูกของพี่ลงมาเถิดฉันจะรองรับอยู่ข้างล้างนี้” เมื่อม้อหื่อ โยนลูกลงมา ม้อนยี้ใช้ฝามือให้ห่างปล่อยให้ลูกลิงตัวแ รกตกลงพื้นตาย “เอ้าตายแล้ว ลูกชั้นปล่อยให้ตกพื้นได้ไง” “เพราะฝ่ามือมันเล็ก เอาละคนต่อไปจะใช้ชายเสื้อรองรับ”แล้วม้อหื่อ ปล่อยลูกคนที่สองลงมา ม้อนยี้ก็ปล่อยให้ตกพื้นตายอีก พอลูกคนที่ 3 “ระวังให้ดีที่สุดนะ เพราะเหลือลูกหัวแก้วหัวแหวนคนสุดท้องแล้ว” “ครับผมจะใช้ใบใหญ่ๆ รับรองไม่พลาดแน่”แต่ในที่สุดก็ปล่อยให้คนสุดท้องตายอีก ม้อหื่อ ลงมาจากต้นไม้ด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียดแล้วพูดว่า “เราเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกันที่คลานตามกันมาก้จริง แต่น้องก็เป็นสาเหตุให้ลูกทั้งเมียของพี่ตายหมด เห็นที่เรื่องนี้คงต้องให้ผู้ใหญ่ตัดสินใจว่าใครผิดใครถูก พี่ยอมให้ลูกเมียตายฟรีไม่ได้จริงๆ
ม้อหื่อ ม้อนยี้สู้คดี “ถ้าจะต้องให้ผู้ใหญ่ตัดสินใจว่าใครผิดใครถูกไม่มีทางหลีกเลี่ยงก็ไม่เป็นไร แล้วแต่พี่เถอะ” แล้วม้อหื่อจึงไปเรียกลิงอาวุโสจากที่ต่างๆ ขณะที่พี่ชายกำลังไปเรียก มอนยี้ เผาเหล็กร้อนเตรียมไว้ไล่ทาบที่ก้นลิง ลิงต่างพากันกลัวส่งเสียงร้องเจี้ยวจ้าวแล้วแตกกระเจิงกันไปหมด ม้อหื่อกลับไปกับม้อนยี้
แล้วม้อหื่อก็จำใจต้องกลับไปกับน้อง ม้อนยี้ ที่เมืองจากนั้นม้อนยี้ได้ไปหาสองสาวที่ได้ช่วยชีวิตจาการถูกนางยักษ์จับกิน แล้วให้สาวที่หน้าตาขี้เหร่แต่งหน้าปะแป้งให้สวยงามเปอะตะกร้า (ผ่อทุ) อันใหม่ สำหรับสาวที่ดูสวยกว่าให้ทาขี้หมิ่นหม้อข้าวให้ดูขี้เหร่ และให้เปอะตะกร้า (ผ่อทุ) อันเก่าแล้วพากลับมาที่เมือง และบอกให้พี่ชายเลือกผู้หญิงคนที่ตนชอบเพื่อเป็นภรรยา พอเห็นว่าผู้หญิงคนที่ขี้เหร่ปะแป้งแต่งหน้าจนสวยม้อหื่อจึงเลือกคนที่ปะแป้ง ส่วนม้อนยี้ก็เอาหยิงที่เอาขี้หมิ่นหม้อทาหน้า หลังจากทั้งคู่ได้จัดพิธีแต่งงาน ให้เจ้าสาวอาบน้ำ เมียของม้อนยี้สวยกว่าเมียของม้อหื่อ ทำให้ความแค้นของม้อหื่อที่สุดอยู่ในใจปะทุขึ้นอีกครั้ง


แทงหมูป่า
ม้อหื่อ โกรธเกลียดเคียดแค้นม้อนยี้เป็นอย่างมากจึงหาทางกำจัดม้อนยี้ จึงด้ออกเดินทางเพื่อสำรวจในป่าหาทำเลที่จะฆ่าน้องทิ้งเสีย เมื่อสำรวจในบริเวณเชิงเขา ม้อหื่อได้เห็นปากโพรงลมที่ทะลุดิน พลันคิดในใจว่า
ถ้ายัด ม้อนยี้ลงไปในโพรงลมนี้คงไม่รอดแน่ๆ จึงได้จัดแปลงโฉมปากโพรงลมให้เป็นรังหมูป่าแล้วกลับมาบ้านและมาชวนม้อนยี้ว่า
-พรุ่งนี้เช้าเราไปแทงหมูป่ากันเถิด เราไม่ได้กินเนื้อสัตว์ป่านานแล้ว ข้าเห็นด้วย” โดยหารู้ไม่ว่ามีแผนที่จะกำจัดตัวเอง
วันรุ่งขึ้นทั้งสองได้ออกเดินทางและมุ่งตรงไปที่รังหมูป่าปลอมที่จัดทำขึ้นแล้วใช้หอกทิ่มแทงทั้งพี่ ทั้งน้อง แต่ม้อนยี้ ไม่ทันระวังจึงพลัดตกลงไปที่ปากโพรงลม แต่ยังเหลือขาเกี่ยวไว้ที่ขอบปากโพรงลม และม้อนยี้ได้ตะโกนให้พี่ม้อหื่อช่วยตน แต่ม้อหื่อไม่ช่วยทั้งยังจับขาเกี่ยวไว้ดันให้ลงไปในโพรงลม
ม้อนยี้ใช้ชีวิตเมืองพญานาค
เมื่อม้อนยี้ตกลงไปใต้พิภพ ได้แลเห็นบ้านเรือนฟากฝั่งสระน้ำ ม้อนยี้ข้ามไปไม่ได้จึงร้องเรียกว่า
ป้าจ๋า ป้าจ๋า” เมียพญานาคได้หันมามองและถามว่า“ไฉนมนุษย์บนโลกจึงมาอยู่เมืองใต้พิภพได้”
“ถึงอย่างไรก็ช่วยข้าด้วยเถอะ ข้าได้ไปแทงรังหมูป่ากับพี่ชาย และพลัดตกลงมาที่นี่แหละ” พอได้ฟังเช่นนั้นเมียพญานาคสงสารขึ้นมาจึงใช้แขนยื่นมาแหวกน้ำเป็นทางให้ ม้อนยี้เดินทางไปหาป้าที่บ้าน
เมื่อม้อนยี้ไปถึงบ้าน ก็ได้เอ่ยถามป้าว่า“แล้วลุงไปไหนล่ะป้า” “อ๋อ ลุงเขาช่วยช่างตีเหล็กทางโน้นแน่ะ”
“ขอให้ฉันไปช่วยลุงด้วยคนนะ” “เอาซิ ตามสบายแล้วกัน”
เมื่อม้อนยี้ไปตามทางที่ป้าบอกไท่เห็นคนแต่อย่างใด เห็นแต่ตัวงูจงอางดำขลับตัวใหญ่นอนขวางทางอยู่เท่านั้น ม้อนยี้จึงย้อนกลับมารายงานป้าว่า“ไม่เห็นลุงเลย เห็นแต่งูจงอางเท่านั้น” “นั่นแหละลุงเจ้า เดี๋ยวก็กลับลงมาจากช่องลมบ้านแล้ว ถ้าลุงถามว่ายังไง ให้ตอบว่ามาเพราะความคิดถึงลุงกับป้านะ อย่าได้บอกว่าตกมาจากปากถ้ำ เพราะแทงหมูป่าเชียวล่ะ”

ล่าสัตว์ป่ากับพญานาค
ช่วงเย็น พญานาคได้กลับลงมาจากช่องลมของบ้านและเมื่อห็น ม้อนยี้ได้เอ่ยถามว่า
“เจ้ามาที่นี่ได้อย่าง”
“ข้ามาเพราะความคิดถึงลุงกับป้า”
“ถ้าเข่นนั้นดีแล้ว เราจะได้ไปล่าสัตว์ด้วยกัน”
วันรุ่งขึ้นราชาพญานาค และม้อนยี้ได้ออกเดินทางเพื่อไปล่าสัตว์และได้มอบหมายให้ม้อนยี้เป็นผู้ดักยิงสัตว์โดยบอกว่าสวมหมวกใบใหญ่ ส่วนราชาพญานาคจะเป็นผู้เข้าไปสะกดรอยและไล่ฝูงสัตว์ออกมา แต่เนื่องจากม้อนยี้ไม่รู้นิสัย จึงไม่ค่อยไว้ใจ หลังจากราชาพญานาคเข้าไปสะกดรอยเท้าสัตว์ ม้อนยี้ จึงตัดต้นกล้วยแล้วเอาหมวกครอบไว้แล้วคอยดักยิงสัตว์ป่าข้างๆต้นกล้วย
“กวางผู้ กวางเมียวิ่งออกมาแล้วนะ ให้ยิงเร็วเข้า”
แต่ม้อนยี้ไม่เห็นกวางออกมาดังที่ราชาพญานาคได้ตะโกนบอก มีแต่ตั๊กแตนตำข้าว ส่วนม้อนยี้ก็จับตั๊กแตนตำข้าว ส่วนม้อนยี้ก็จับตั๊กแตนตำข้าวทุกตัวเก็บใส่ในฝักมีด
เมื่อราชาพญานาคออกมาถึง ณ ที่ม้อนยี้เอาหมวกครอบไว้ได้แปลงร่างเป็นเสือสมิงพรายแล้วกระโจนทะยานกัดต้นกล้วย ทำให้ม้อนยี้ตกใจกลัวเป็นอย่างมาก
แต่แล้วเมื่อราชาพญานาคเห็นว่าเป็นเพียงต้นกล้วยเท่านั้น ราชาพญานาครีบคืนร่าง แล้วทั้งสองก็พากันกลับมาบ้าน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณป้ากำลังทอผ้าอยู่ที่ลานบ้านโดยก่อไฟสำหรับหุงข้าวไว้แล้ว หลังจากม้อนยี้ ได้อาบน้ำชำระร่างกายเสร็จแล้ว ได้นำตั๊กแตนตำข้าวที่จับได้มาเผากินเล่นๆ
เมื่อป้าเห็นเช่นนั้น ก็ได้พูดเชิงน้อยใจขึ้นว่า ได้กวางมาทั้งตัวทำไมไม่แบ่งให้ป้า ม้อนยี้จึงแบ่งขาตั๊กแตนให้

ทำไร่
วันรุ่งขึ้นราชาพญานาค ได้บอกกับม้อนยี้ว่าจะต้องไปบุกเบิก เปิดเพื่อทำไร่ พอม้อนยี้เตรียมตัวจะไปเปิดป่า ราชาพญานาคสั่งว่าให้เปิดป่าดอย 9 เทือก เขา 9 ทิวภายนวันเดียวสร้างความหนักใจให้ม้อนยี้เป็นอย่างมาก
ม้อนยี้จึงได้ปรึกษากับคุณป้าว่า ลุงสั่งให้เปิดป่าดอย 9 เทือก เขา 9 ทิว ภายในวันเดียว ทำอย่างไรดี
คุณป้าจึงได้แนะนำว่า ให้นำขวาน 9 เล่มไปวางไว้ทั้ง 9 เทือกเขาของพื้นที่แล้วให้ประกาศว่า นี่เป็นคำสั่งของราชาพญานาค แล้วพระเจ้าจะช่วยเจ้าเอง แล้วการทำไร่ทุกขั้นตอนก็ได้รับคำชี้แนะจากคุณป้าและได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้าจนสำเร็จลุล่วงโดยดี
แต่เมื่อหว่าน หล่อเล้ (หล่อเล้ เป็นพืชล้มลุกคล้ายงาดำ) ให้ลงพื้นและเก็บคืนอย่างเดิม ม้อนยี้เก็บได้ไม่ครบขาดไป 3 เม็ด จึงขอความเห็นจากคุณป้าอีกครั้ง คุณป้าให้คำแนะนำว่าตอนที่ม้อนยี้ไปเก็บเมล็ดหล่อเล้ จะมีนกเขา 3 ตัวเกาะอยู่ที่ข้างๆไร่ ให้ใช้ธนูที่แขวนอยู่ข้างฝา 3 คัน โดยให้เลือกใช้คันที่อยู่ตรงกลางและลูกศร 3 ดอกที่อยู่ในกระบอกไม้ไผ่ ให้หยิบดอกกลางและให้ ม้อนยี้ไปที่ไร่ยิงนกตัวกลาง แล้วผ่าท้องในกระเพาะจะมีเมล็ดหล่อเล้ 3 เม็ดที่ขาดหายไป
เมื่อม้อนยี้ ทำตามที่ป้าบอก จึงได้เมล็ดหล่อเล้ 3 เม็ดที่ขาดหายไปคืนมาทั้งหมด

กลับคืนสู่โลก
ม้อนยี้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใต้พิภพ นานถึง 9 ปี และได้เห็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์หลายอย่าง จนม้อนยี้เห็นแล้วหวาดกลัวต่อสิ่งที่พบเห็นเป็นอย่างมาก และได้ขอร้องให้ราชาพญานาคช่วยพาไปส่งคืนที่บนโลกหลายครั้งแล้ว ราชาพญานาคจึงใจอ่อนและร่วมกันสร้างบันได 9 ชั้น
จากนั้นได้สุนัขตัวผู้ตัวหนึ่ง ข้าวปั้น 9 ก้อนโยนขึ้นไปตามบันไดทีละขั้น ทีละขั้น แต่บันได 9 ขั้น ยังไม่เพียงพอที่จะขึ้นถึงพื้นโลกได้ เหลืออยู่นิดเดียวจะขึ้นได้สำเร็จแล้ว
ม้อนยี้สังเกตเห็นนกเขาเขียว มาเกาะต้นไผ่ใกล้ขอบปากรูโพรงลม ม้อนยี้ จึงขอร้องให้นกเขาเขียว ช่วยเกาะโน้มต้นไผ่มาหาม้อนยี้ โดยรับปากว่าจะทำขลุ่ยให้แต่บรรดานกเขาเขียวร้องว่
“ไม่เชื่อ ไม่เชื่อ มนุษย์โกหก เชื่อไม่ได้” แล้วบินจากไป
จากนั้นไม่นานได้ยินเสียงกัดแทะกินรากไม้ไผ่ของอ้นจากต้นไผ่ต้นนั้น ม้อนยี้จึงได้ขอร้องให้อ้นช่วยกัดต้นไผ่ให้โน้มลำต้นมาหา ม้อนยี้จะได้ยึดจับขึ้นมาได้ แล้วจะให้ขลุ่ย
“อ้นจึงพูดว่า จริงๆ หรือ จริงๆ หรือ”
หลังจากที่ม้อนยี้ ด้ยืนยันให้อ้น อ้นก็ได้ตัดต้นไผ่โน้มกิ่งไปหาม้อนยี้ ม้อนยี้จึงขึ้นมาบนโลกได้สำเร็จ จึงมอบขลุ่ยให้อ้นไป
เมื่ออ้นได้ขลุ่ยจากม้อนยี้ อ้นไม่รอช้าเป่าขลุ่ยอย่างสบายใจ หลังจากนกเขาเขียวได้ยินเสียงขลุ่ยอันเพราะพริ้งที่อ้นเป่า นกเขาเขียวจึงมาเกาะกิ่งไผ่มาฟังกันเป็นจำนวนมาก
นกเขาเขียวจึงได้ขอร้องอ้นว่า
“ขอให้เราได้เป่าขลุ่ยดูบ้างได้ไหม”
“ไม่ได้หรอก พวกเธอมีปีกเดี๋ยวจะบินหนีไป”
“ถ้ากลัวบินหนีก็จับคอไว้สิ”
อ้นจึงเอาขลุ่ยให้ และจับไว้ที่คอ พอนกเขาเขียวเป่าได้สักครู่จึงบอกอ้นว่า
“ฉันหายใจไม่ออก ให้ช่วยจับที่ปีกก็แล้วกัน”
พออ้นจับที่ปีกได้สักครู่
“ฉันจังหวะกระพือไม่สะดวก ให้ช่วยจับที่ขาก็แล้วกัน”
พอจับที่ขาได้สักครู่ นกเขาเขียวก็อ้างว่า
“ขาเข้าจังหวะไม่สะดวก ให้จับที่สันหลังก็แล้วกัน”
เมื่ออ้นจับที่ขนสันหลัง นกเขาเขียวก็สลัดขนแล้วบินหนีไป
ส่วนอ้นได้แต่กำขนนก แล้วร้องไห้และร้องตะโกนว่า
“นกเขาเขียวตกลงมา ขลุ่ยตกลงมา ทุกกิ่วดอยให้ดักตาข่าย”
ส่วนนกเขาเขียวก็โต้ตอบว่า
“ให้ทำกับดักอ้นไว้ที่กอไผ่ทุกกอ”
ม้อนยี้กลับบ้าน
ม้อนยี้ ก่อนกลับเข้าหมู่บ้านได้ดักรอเมียรักที่มาตักน้ำที่ลำห้วยซึ่งเป็นจุดที่คนในหมู่บ้านจะใช้น้ำแห่งนี้ ม้อนยี้ได้ดักซุ่มไว้ที่ต้นน้ำและคอยกวนน้ำให้ขุ่น เมื่อเห็นเมียรักมาตักน้ำเมียม้อนยี้ คิดว่าอาจมีหนูมาขุดคุ้ย จึงทำให้น้ำขุ่นคิดเช่นนั้น จึงขึ้นไปดูพร้อมส่งเสียงไล่หมูว่า ชิ้ว! ชิ้ว! และทั้งสองก็เจอะเจอและเมียม้อนยี้จึงถามด้วยความสงสัยว่า
“ไหนว่า พี่ตกลงไปหลุมลม แล้วทำไมยังมีชีวิตอยู่”
“อ๋อ พี่ตกลงไปในหลุมลม และไปใช้ในชีวิตอยู่กับราชาพญานาคแล้วกลับขึ้นมา”
“ถ้าเช่นนั้นพี่ยังไม่ต้องกลับไปพร้อมน้องนะ เพราะตอนนี้น้องเป็นเมียของม้อหื่อแล้ว และตอนนี้เราอยู่ด้วยกัน ให้พี่ปลอมเป็นแขกบ้านอื่นแล้วก็มาพักแล้วกัน”
“ขอตัวก่อนนะคะพี่”
แล้ว ม้อนยี้ก็ทำตามที่ได้ตกลงไว้ เมื่อมาถึงบ้าน ม้อหื่อจำม้อนยี้ไม่ได้เพราะจากกันไปนาน
ในขณะที่ม้อนยี้พักอยู่ในบ้านม้อหื่อ เมียของม้อนยี้สงสารม้อนยี้มาก จึงให้กินข้าวโดยปะข้าวใส่เนื้อทอดที่ก้นจานแล้ว ออกไปให้อาหารหมูบ้านนอกแล้วแกล้งพูดให้ ม้อนยี้ได้ยินว่า
“หมูตัวนี้คงคิดว่าอาหารไม่อร่อย ของดีอยู่ก้นรางนะหมู่เอ้ย”
พอม้อนยี้ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจเป็นนัยว่าคงหมายถึงเราจึงพลิกข้าวดูก็มีเนื้อจริงๆ ม้อนยี้จึงคิดว่าเมียเราคงยังรักเราอยู่

ม้อนยี้ฆ่าม้อหื่อ
เมื่อม้อนยี้ได้ปลอมเป็นแขกและอยู่บ้านได้หลายวันแล้วได้เห็นธนูแขวนไว้ที่ข้างฝาแล้วพูดขึ้นว่า
“ธนูคันนี้ช่างสวยจริงนะสหาย”
“ใช่มันเป็นของน้องชายข้า น้องชายข้าผู้นี้ยิงธนูแม่นมาก”
“อึม! ข้าก็ยิงธนูแม่นเหมือนกัน”
“คงไม่แม่นเท่าน้องชายข้ามั่ง”
“เอาอย่างนี้แล้วกัน เพื่อพิสูจน์ ฝีมือข้าสหายช่วยเอาเบี้ยไปติดที่กาแลบ้านแล้วกัน ส่วนเพื่อนยังไม่ต้องลงมาจะได้ดูว่ายิงโดนเปาหรือไม่” แล้วม้อนยี้ก็ง้างธนูแล้วเล็งไปที่คอม้อหื่อ เหนี่ยวไกยิงร่วงลงมาตายทันที



ได้กลองวิเศษจากลิง
เมื่อ ม้อนยี้ไปทำไร่กับเมียรัก จะมีฝูงหนึ่งมตีกลองอยู่ข้างไร่ ถ้ามันตีเมื่อแดดออกฝนก็ตกมาทันที และเมื่อฝนตกอยู่ก็มีแดดออกเปรี้ยงทันที
ม้อนยี้คิดอยู่ใจว่ากลองตัวนี้เป็นกลองวิเศษ และคิดอยากได้กลองนั้น แล้วอยุ่มาวันหนึ่งม้อนยี้ได้หอบกระสอบป่านจำนวนมากไปเดินเลียบๆ เคียงๆ ฝูงลิงในยามเย็น เมื่อฝูงลิงเห็นก็อดสงสัยไม่ได้จริงถาม ม้อนยี้
“ ข้าจะอาไว้ห่มนอนกันหนาว”
“ขอให้พวกเราอาศัยนอนหลับกับเจ้าได้หรือไม่”
“ได้สิ” แล้วม้อนยี้ก็หาโอกาสยามที่ฝูงลิงทั้งหมดหลับใหลอย่างสบายใจในกระสอบป่าน ขโมยกลองวิเศษไป กลองอันนี้มีช่องลม 12 ช่อง เมื่อตีอีกช่องหนึ่งจะบันดาลอีกอย่างหนึ่งไม่ซ้ำกัน
เมื่อม้อนยี้ได้กลองสมใจ แต่ไม่รู้จักวิธีใช้ จึงตีกลองไปถูกใส่ช่องที่มีไว้สำหรับให้เป็นคอพอก ม้อนยี้ จึงแบกคอพอกกลับไปในบ้านเมื่อม้อนยี้กลับถึงหน้าบ้าน เมียม้อนยี้เห็นแล้วจำไม่ได้จึงนึกว่าคนคอพอกที่ไหนมา จึงวิ่งเข้าไปที่บ้านและขัดประตูบ้านอย่างแน่นหนา
“ช่วยเปิดประตูให้หน่อย ช่วยเปิดประตูให้หน่อย ฉันกลับมาแล้วจ้า”
“ไม่ สามีฉันไม่อยู่บ้าน มีธุระอะไรค่อยมาคุยวันหลัง แล้วกัน”
ม้อนยี้จึงตีกลองอีกที แล้วคอพอกก็หายไป เมียจึงมาเปิดประตูให้เข้าบ้าน ม้อนยี้จึงได้อธิบายให้เมียว่ากลองนี้เป็นกลองวิเศษเป็นได้สารพัดนึก

ม้อนยี้ขึ้นสู่สวรรค์
เมื่ออยู่กับเมียมาได้ 2-3 ปี ม้อนยี้นึกรังเกียจเมียขึ้นมาโดยคิดว่าช่วงที่เราไม่อยู่ 9 วัน ปีนั้นเมียเราเป็นเมีย
ของม้อหื่อด้วยจึงพูดกับเมียว่า
“ไหนๆ ฉันอยู่ในเมืองพญานาคใต้พิภพได้ ฉันอยากลองขึ้นสู่สวรรค์ดูบ้าง คงไม่ยากเย็นอะไร”
“พี่จะขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ได้อย่างไร”
“กลองของพี่เป้นอะไรได้สรพัด พี่มั่นใจว่าขึ้นได้แน่ๆ ช่วนยเอาด้ายมาม้อนกลมให้พี่ทีซิ ถ้าพี่ขึ้นสุดสายด้ายนี้ก็คงถึงสวรรค์หรอก”
เมียจึงเอาได้มาม้วนก้อนโตที่ปั่น 9 ปี ตอนที่ม้อนยี้ลงไปอยู่ในเมืองพญานาคมาให้ ม้อนยี้จึงจับปลายได้แล้วตีกลองตึง! ตึง! ก้อนม้วนด้ายก็คลายด้ายแล้วร่างม้อนยี้ลอยขึ้นสู่สวรรค์
ม้อนยี้เกือบถึงสวรรค์เชียว แต่สายด้ายคลายหมดเสียก่อน ม้อนยี้จึงติดค้างอยู่ที่สะดือสวรรค์จนถึงทุกวันนี้

ชวนคิด
1 .ปูไม่มีหัวเพราะโดยม้อหื้อ ม้อนยี้ใช้ที่คีบเหล็กหนีบขาด
2 .เสื้อด้านหน้าของอาข่าจะไม่เย็บติดกัน เพราะเสื้อฉีกขาดตอนรับลูกคนที่ 2 ของม้อหื่อลงจากต้นไม้
3. ใบบอนป่าจะมีรู เพราะฉีกขาดตอนที่รับลูกคนที่ 3 ของม้อหื่อลงจากต้นไม้
4 .ตาของอ้น เล็กมาก เพราะร้องไห้ฟูมฟายหนักตอนโดนนกเขาเขียววิ่งชิงขลุ่ยไป
5 .ที่หมาหอน เพราะเห็นร่างของม้อนยี้ที่ติดอยู่ที่สะดือสวรรค์ชาวอาข่าจะไม่เลี้งหมาที่หอนถือว่าเป็นหมาอัปมงคล



คางคกกับเสือ
นานมาแล้วอยู่มาวันหนนึ่งเสือกับคางคกบังเอิญได้มาเจอกัน ณ ทุ่งหญ้าคาเมื่อเสือเห็นคางคกตัวน้อยจึงพูดอวดว่า
“ตัวเจ้าเกิดมาหน้าตาอัปลักษณ์น่าเกลียดน่าชัง ตัวก็เล็กไม่มีอะไรสู้ข้าได้เลยนะเจ้าคางคก น่าสมเพชจริง ๆ หรือเข้ามีดีอะไรจะอวดข้าหือ”
คางคกโทโหมากที่เสือพูดดูถูกเหยียดหยามจึงานั่งครุ่นคิดและชวนเจ้าเสือว่า
“เอ็งดีเอ็งแน่ทุกอย่างหรือเปล่าว่ะ ถ้าแน่เอ็งลองเข้ากไปในป่าหญ้าคานี่ แล้วข้าจะจุดไฟเผาดู ถ้าร่างของเจ้าไม่ไหม้เป็นจอจะโกละก้อ ข้าจะยอมรับนับถือว่าเอ็งเก่งเอ็งแน่จริงเลยเอา”
ครั้นเสือได้ยินเข้าก็หวั่นกลัวยิ่งนัก ไม่คิดว่าเจ้าคางคกจะกล้าท้าทายเช่นนี้ ครั้นจะเข้าไปก่อนก็เสร็จมันคงวอดวายแน่ ๆ
จึงบอกเจ้าคางคกว่าเข้าไปในป่าหญ้าคาก่อนแล้วข้าจะเป็นคนเผา ส่วนคางคกก็รับปากตกลง ถ้าเอ็งไม่กล้าเข้าไปก่อนก็ได้ ขึง
โดดหยอง ๆ เข้าไปในป่าหญ้าคา
ส่วนเข้าเสือจุดไฟเผา พร้อมกับสาบแช่งว่าเข้าคางคกไหม้เป็นตดตะโกไปเลย ในนขณะที่ไปกำลังโหมไหม้อย่างหนักเข้าคางคกก็เลยหลบเข้าซ่อนอยู่รูเม่น ครั้นไฟไหม้เสร็จเจ้าคางคกก็กระโดดออกมาหาเจ้าเสือ เจ้าเสือก็พูดกับเจ้าคางคกด้วยความแปลกใจว่า
“เฮ้ย เจ้ารอดมาได้อย่างไรว่ะ ไอ้เจ้าคางคก ทำไมไม่ตายว่ะ ไฟไหม้ออกแรงปานนั้น”
“เอาหล่ะอย่าเพิ่งพูดมากเลย ถ้าไฟไหม้มานะจ้าเสือให้รีบโน้มหญ้าคาเข้าหาตัวเองเยอะ ๆ แล้วก็จะรอดเองแหละไม่ต้องกลัวหรอก”
เมื่อเจ้าเสือได้ยินดังนั้นก็หลงเชื่อ เจ้าคางคกเลยบอกให้เจ้าเสือว่า
“ทีนี่เป็นตาเจ้าแล้วหล่ะรับเข้าไปเลย ถ้าเองไม่กล้าเอ็งก็แพ้ข้าแล้วนะ”
“ข้าไม่กลัวหรอก” เจ้าเสือก็จำเป็นต้องเข้าไป เมื่อได้ทีเจ้าคางคกก็จุดไฟเผา เจ้าเสือก็เลยทำตามที่เข้าคางคกบอกคือไฟยิ่งโหมไหม้เท่าใดมันก็โน้มหญ้าคาเข้าหาตัวเยอะ ๆ เจ้าเสือก็เลยโดนไหม้ลายทั้งตัวนับแต่บัดนั้น ยังความไม่พอใจให้เจ้าเสือยิ่งนักเข้าเสือเลยท้าอีกว่า
“ทีนี้เรามาแข่งข้ามแม่น้ำดูว่าใครจะข้ามได้เร็วกว่ากัน”
“ไม่เป็นไรหรอก แต่ให้เจ้าข้ามไปก่อน เมื่อถึงกลางแม่น้ำให้สะบัดหางมาทางฝั่งนี้ครั้งหนึ่งแล้วค่อยสะบัดหลับมาอีกที”
เมื่อเจ้าเสือไปถึงกลางแม่น้ำก็สะบัดหางมา คางคกก็รีบเกาะที่หาง แล้วโดนหาวเสือสนะบัดข้ามไปทางฝั่งบ้างหน้าเจ้าคางคกไม่ทันระวังตัว ปากไปชนใส่ก้อนหิน ปากแตกเลือดไหลซิบ ๆ ครั้นเสือมาถึงฝั่งเห็นคางคกนั่งรออยู่แล้ว แปลกใจเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับเอ่ยถามว่า
“นึกว่าอยู่ฝั่งโน้น ทำไมมาเร็วจัง”
“เร็วไม่เร็วไม่รู้ ข้าแค่เคี้ยวหมากไปสามคาบเอง”
ข้ามน้ำก็แพ้คางคกอีก เจ้าเสือก็อยากชนะจึงท้าชวนคางคกว่า
“เรามาแข่งอ้วกดู” เจ้าคางคกก็บอก
“ให้เจ้าเสืออ้วกก่อน” เจ้าเสือก็อ้วกกระดูกท่อนแขนของสรรพสัตว์ ออกมา ได้สองกอง ส่วนเจ้าคางคกอ้วกเม็ดชิเน๊าะออกมาที่มีต่หกตาอ้วกอีกทีแต่ขนเสือออกมาเต็มปาก เจ้าเสือตกใจเป็นอย่างมาก พร้อมกับอึทานออกมาว่า
“เจ้าคางคกพันธ์กินเสือนี่”
แล้ววิ่งหนี วิ่งไปเจอลิงกลุ่มหนึ่งที่กำลังวิ่งซุกซนไปเล่าให้ลิงฟังว่า
มีคางคกพันธ์กินเสือน่ากลัวมาก เจ้าลิงก็บอกว่า
“ไหนล่ะ ไหนล่ะมันอยู่ไหน”
ได้เสือก็เลยพาลองไปที่เกิดเหตุมันหลบอยู่ที่พุ่มไม้นั่นแหล่ะพอเสือไป ไอ้คางคกก็ทำท่าให้เสือกลัว พอลิงไป ก็มุดลงรู ไอ้ลิงก็บอกแก่เจ้าเสือว่า
“ไม่เห็นมีเลย” เจ้าเสือก็ไปใหม่ คางคกก็ออกมาทำท่าให้ตกจีก พอลิงไปไอ้คางคกก็หลบอัก ทีนี้ไอ้เสือเลยบอกว่า
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เอ็งกับข้าเอาเชือกทัดเอวติดกันแล้วด้วยกัน” พอไปด้วยกัน ไอ้คางคกก็กระโดดออกมาเฉียดจมูกเสือ ไอ้เสือตกใจวิ่งซะป่าราบ ลิงถูกลากถูลู่กังและกำลังจะสิ้นใจตาย กัดฟันหานเฮือกสุดท้าย ไอ้เสือหันไปมองเห็นลิงแสยะปาก ก็ห้ามปรามว่า
“อย่าหัวเราะ” พร้อมทั้งฟันศอกไปที่หัวพร้อมกับพูดว่า
“ยังมายิ้มอีก เดี๋ยวไอ้คางคกมันจะตามทันและจะจับกินเอาหรอก” ลิงตายเพราะเหนื่อยหอบหายใจไม่ทัน
กรุณาติดตามตอนต่อไปนะครับ นิยายชนเผ่า เรื่องเล่าจากบรรพบุรุษ ชาวอาข่า